วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อัลตราซาวนด์ 4 มิติ คืออะไร

ขั้นเวลา จาก พัฒนาการลูกในครรภ์สักหน่อย
มารู้จักกับ อัลตราซาวนด์ 4 มิติ คืออะไร


อัลตราซาวนด์ 4 มิติ คืออะไร ?

Ultrasound 4D


          อัลตราซาวนด์ เป็นคลื่นเสียงชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความถี่สูงกว่า 20,000 Hz คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์นี้ปัจจุบันได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นเครื่องมือแพทย์ ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ รวมทั้งการตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์


อัลตราซาวนด์ 4 มิติ ทำงานอย่างไร ?

          ปัจจุบัน... เครื่องอัลตราซาวนด์นั้น มีการทำงานที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เครื่องอัลตราซาวนด์ ในสมัยเริ่มแรกสามารถมองเห็นภาพทารกได้เป็นแบบ 2 มิติ คือ ภาพที่มีความกว้าง และความยาว หรือภาพตัดขวางตามแนวของคลื่นเสียงที่ถูกส่งออกไป ซึ่งจะสามารถมองเห็นได้ทีละระนาบในแต่ละครั้ง แม้ว่าภาพที่จะได้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก แต่ภาพที่เห็นจะดูไม่เหมือนทารก แต่ในเครื่องอัลตราซาวนด์ สมัยใหม่นั้นเครื่องจะเก็บสะสมปริมาตรของเสียงที่สะท้อนออกมาหากหัวตรวจในแบบดิจิทัล และแสดงภาพออกมาเป็นภาพ 3 มิติ ซึ่งมีความลึกของภาพ ทำให้ภาพของทารกดูเหมือนจริงมากยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นเครื่องตรวจอัลตราซาวนด์ 4 มิติ ยังสามารถเก็บภาพ 3 มิติแต่ละภาพไว้แล้วนำมาแสดงผลเรียงต่อกันกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเสมือนเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น จึงเรียกภาพที่เห็นนี้ว่า Realtime ด้วยเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์ 4 มิตินี้จึงช่วยให้เราสามารถศึกษาพฤติกรรมต่างๆ ของทารกในครรภ์ได้อย่างชัดเจน


ข้อดีของการตรวจอัลตราซาวนด์ 4 มิติ


           ระยะเวลาในการตรวจครรภ์สั้นลง เนื่องจากสามารถมองเห็นร่างกายของทารกและอวัยวะต่างๆ ได้จากภาพที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์


           อวัยวะภายนอกของทารกในครรภ์ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ 2 มิติ เช่น ใบหน้า แขน ขา นิ้วมือ


           พฤติกรรมต่างๆ ของทารกในครรภ์ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ 2 มิติ อาจมองเห็นได้ยาก หรือไม่อาจมองเห็นได้ ยกตัวอย่าง เช่น สามารถมองเห็นทารกกำลังหาว ดูดนิ้ว ยิ้ม กลืนน้ำคร่ำ กะพริบตา หรือขยับนิ้วมือ


           ความผูกพันในครอบครัว ระหว่างพ่อแม่ลูกเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์


อัลตราซาวนด์ 4 มิติ ตรวจอะไรได้บ้าง ?

          ในการตรวจอัลตราซาวนด์ 4 มิติ... แพทย์จะทำการประเมินว่าทารกมีการเจริญเติบโต และมีพัฒนาการในครรภเ์ หมาะสม ซึ่งรวมถึง


           ดูว่าการตั้งครรภ์อยู่ภายในโพรงมดลูกหรือไม่ มีการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือครรภ์ไข่ปลาอุกหรือไม่


           กรณีมีเลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ การอัลตราซาวนด์จะทำให้รู้ว่าเด็กยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ โดยการใช้อัลตราซาวนด์ดูว่า หัวใจของเด็กยังเต้นอยู่หรือไม่ ซึ่งสามารถดูได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์


           ดูเพศของทารก อัลตราซาวนด์ 4 มิติ จะเห็นภาพอวัยวะเพศได้ชัดเจนมากกว่าอัลตราซาวนด์2 มิติ


           ใช้ดูว่ามีครรภ์เด็กคนเดียว หรือเป็นทารกแฝด 2 หรือแฝดมากกว่า โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ที่เกิดจากการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับการใส่ตัวอ่อนกลับคืนมากกว่า 2 ตัวอ่อน


           ทำให้เราสามารถทราบอายุครรภ์ที่แท้จริง ซึ่งจะมีความแม่นยำสูงเมื่อทำในช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับคุณแม่ที่จำวันที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายไม่ได้ หรือประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นผลดีที่สูติแพทย์จะได้กำหนดวันคลอดที่เหมาะสมได้ เป็นการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด หรือเป็นการช่วยป้องกันการตั้งครรภ์เกินกำหนดซึ่งอาจส่งผลอันตรายต่อเด็กทารกในครรภ์ ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนในเด็ก ทำให้สมองเด็กตายหรือสูญเสียไปบางส่วน เด็กอาจไม่สามารถใช้งานแขนขาได้ และอาจร่วมกับภาวะปัญญาอ่อน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้


           ประเมิน และคำนวณน้ำหนัก การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์


           ใช้ตรวจความผิดปกติของตัวเด็ก วินิจฉัยความพิการทางร่างกายแต่กำเนิดของทารก ประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ โดยการดูการเคลื่อนไหว การหายใจของทารก วินิจฉัยภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น


           ใช้ดูปริมาณน้ำคร่ำ ว่ามีน้ำคร่ำน้อยเกินไปหรือมากเกินไป และช่วยแก้ไขป้องกันความพิการทางร่างกายบางอย่างที่เกิดร่วมกับท่าที่ผิดปกติของเด็กทารกในครรภ์


           ใช้ดูตำแหน่งของรก ว่ารกเกาะต่ำหรือไม่ ถ้ารกเกาะต่ำ เช่นเกาะตรงปากมดลูก เวลาคลอดปากมดลูกจะเปิดทำให้มีการตกเลือดได้ถ้ารกเกาะต่ำมากอาจต้องคลอดโดยการผ่าตัด


           ประเมินความยาวของปากมดลูก ในกรณีที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนด ประเมินส่วนนำในการคลอดของทารก เช่น ท่าหัว ท่าก้น เป็นต้น


           ความผิดปกติของหัวใจ และการไหลเวียนเลือดของทารก


           ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และไต


           ความผิดปกติ ของแขนขา มือ เท้า และนิ้ว


           ความผิดปกติ ของใบหน้า และอวัยวะต่างๆ บนใบหน้าของทารก


           ความผิดปกติ ของอัตราการเจริญเติบโตของทารกขนาดรอบศีรษะ ความยาว และน้ำหนัก


อายุครรภ์ที่เหมาะสมในการตรวจอัลตราซาวนด์ 4 มิติ

          ทุกช่วงของอายุครรภ์... สามารถทำการตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ 4 มิติได้ แต่ภาพที่ได้ในแต่ละช่วงอายุครรภ์จะแตกต่างกันในช่วงอายุครรภ์น้อยๆ จะช่วยให้สามารถมองเห็นภาพของทารกทั่วร่างกาย ในขณะที่การตรวจในช่วงที่อายุครรภ์มากจะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ของร่างกายของทารกได้มากขึ้น เนื่องจากมีการพัฒนาอวัยวะต่างๆ ของร่างกายไปมาก หากอายุครรภ์มากกว่า 35 สัปดาห์ อาจจะเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนเนื่องจากทารกกลับศีรษะลง และเริ่มเข้าสู่ช่องเชิงกรานแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะอยู่ในช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์ แต่ถ้าทารกในครรภ์อยู่ในท่าหันหลังให้ตลอดระยะเวลา การตรวจก็อาจไม่สามารถมองเห็นใบหน้าชัดเจนได้เช่นกัน จึงขอแนะนำให้เข้ามาตรวจตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ ไม่เกิน 26 สัปดาห์ จะดีที่สุด


แหล่งที่มา นิตยสารบันทึกคุณแม่

ไตรมาสที่ 1 : Week 6 : สัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์

Week 6 : สัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์

Mom : คุณแม่จะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ ให้เห็นบ้างแล้ว ซึ่งคืออาการของการแพ้ท้องนั่นเอง นอกจากนี้คุณแม่จะยังรู้สึกเจ็บคัดที่เต้านม มีอาการหงุดหงิด อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย รู้สึกเหนื่อย คุณแม่ควรที่จะพักผ่อนให้มากขึ้น หากช่วงระหว่างวันสามารถที่จะหลับงีบได้ก็ควรที่จะหลับ


ความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณแม่ : ช่วงนี้คุณแม่อาจมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่หากคุณแม่ท่านใดเผชิญอยู่กับอาการคลื่นไส้อาเจียนแทนที่น้ำหนักคุณแม่จะเพิ่มขึ้น กลับลดลง ซึ่งยังถือว่าเป็นอาการปกติค่ะ ตอนนี้โดยมากคุณแม่จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายแล้ว เช่น ชุดตัวเก่งที่ใส่เป็นประจำเริ่มคับบริเวณเอว น้ำหนักขึ้นส่วนขา และหน้าอกอวบอิ่มขึ้น ด้วยกระดูกเชิงกรานที่ขยายขึ้นในช่วงนี้แพทย์ของคุณจะสังเกตได้ถึงขนาดมดลูกของคุณที่เปลี่ยนไป


Baby : ระบบประสาทส่วนกลางตามแนวไขสันหลังปิด สมองพัฒนาและเติบโตขยายไปทั่วศีรษะ ระบบนัยน์ตาที่ซับซ้อนก็จะมีการพัฒนาขึ้น


ความเปลี่ยนแปลงในตัวทารก : ตอนนี้ทารกในครรภ์มีลักษณะคล้ายลูกอ๊อดที่น่ารักค่ะ ยาวประมาณ 0.08-0.16นิ้วตั้งแต่ส่วนบนสุดของหัวไปยังก้น (นิยมวัดความยาวของทารก จากส่วนหัวไปยังก้น มากกว่าการวัดแบบส่วนหัวไปยังปลายสุดของขา เนื่องจากขาของทารกในตอนนี้มักโค้งงอซึ่งยากแก่การวัด) ดวงตาและแขนกำลังก่อเป็นรูปร่างขึ้นมา สัปดาห์นี้ คุณแม่สามารถมองเห็นการเต้นของหัวใจเจ้าตัวน้อย โดยการอัลตราซาวนด์ได้แล้วค่ะ ซึ่งถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการพัฒนาตัวอ่อน เพราะเอ็มบริโอที่มีอายุระหว่าง 17 ถึง 56 วัน จะไวต่อการกระทบกระเทือนจากปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์


ตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์

ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ทำให้อาการแพ้ท้องเริ่มรุนแรง คุณควรเปลี่ยนพฤติกรรมการทานให้น้อยลง แต่เปลี่ยนเป็นการทานที่บ่อยครั้งขึ้น ถ้ากินอะไรไม่ได้เลย ให้กินขนมปังกรอบที่ผสมธัญพืช หากมีการแพ้ท้องรุนแรงมากๆ ให้ลองจิบน้ำขิงอุ่นๆ จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น


เริ่มอาการแพ้ท้อง

ช่วงที่ตัวอ่อนมีการเติบโตอย่างเต็มที่ เป็นช่วงที่คุณแม่อย่างคุณ ต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นที่สุด อาการแพ้ต่างๆ จะเกิดขึ้นในช่วงนี้  ถ้ามีอาการมากหรือกินระยะเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์ อย่าลืม! กินอาหารแต่น้อย แต่ให้บ่อยครั้ง คือสูตรสำเร็จที่จะทำให้คุณยังคงได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่องแม้ในยามแพ้ท้อง หากคุณมีอารมณ์ที่แปรปรวน  แก้ไขได้ง่ายด้วยการอ่านเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับพัฒนาการของทารกน้อยทั้งใน และนอกครรภ์ ความน่ารักของเจ้าตัวน้อย จะทำให้คุณมัวใช้เวลาไปกับการจินตนาการถึงลูกน้อยในท้องของคุณ จนลืมความกังวลต่างๆ ไปได้


ลูกอ๊อดน้อยๆ

ใช่แล้วล่ะคะ สัปดาห์นี้ ทารกจะมีรูปร่างคล้ายๆ ลูกอ๊อดน้อยๆ โตขึ้นอีกเล็กน้อย มีความสูงประมาณ 8 มิลลิเมตร ระบบเลือดเริ่มไหลเวียน ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ เพื่อพัฒนาเป็นอวัยวะ อย่างปุ่มเล็กๆ ที่เราเห็นในครั้งแรกนั้น ก็พัฒนากลายมาเป็น แขน ขา เห็นหรือเปล่าคะว่าลูกเราเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว อู๊วว น่าตื่นเต้นจังค่ะ 


แหล่งที่มา นิตยสาร : Pregnancy Advisor & Diary

ไตรมาสที่ 1 : Week 5 : สัปดาห์ที่ 5 ของการตั้งครรภ์

Week 5 : สัปดาห์ที่ 5 ของการตั้งครรภ์

พัฒนาการเด็กในครรภ์ สัปดาห์ที่ 5

Mom : เมื่อประจำเดือนขาดหายไป ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคุณแม่ได้เดินทางเข้าสู่การเริ่มต้นตั้งครรภ์แล้ว แต่เพื่อความมั่นใจ 100% คุณแม่ควรที่จะไปตรวจกับคุณหมอที่โรงพยาบาล และเมื่อผลการตรวจยืนยันความมั่นใจ คุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่ฝากครรภ์เลย เพื่อการติดตามความสมบูรณ์ตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน


ความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณแม่ : แม้ว่าคุณแม่เองจะรู้ตัวแล้วว่ากำลังตั้งครรภ์ แต่ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงภายนอก ที่สังเกตได้ชัดในตัวคุณแม่ค่ะ ส่วนอาการในระยะครรภ์ช่วงแรกอาจมีอาการคลื่นไส้ หรือที่เรียกว่า “Morning Sickness” อาการคัดเต้านมและสีของปานนมเข้มขึ้น ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น และรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าที่เคยค่ะ


Baby : ตัวอ่อนเริ่มปรากฏกายชัดเจน จากศีรษะถึงก้น ซีกซ้ายและซีกขวา หน้าและหลัง และตามแนวด้านหลังของตัวอ่อนจะมีลักษณะเป็นร่องยาว ซึ่งต่อมาจะบรรจบกันกลายเป็นท่อของแนวประสาทไขสันหลัง ด้านบนของท่อจะขยายแผ่ออกไปเป็นสมองส่วนหน้า


ความเปลี่ยนแปลงในตัวทารก ทารกในครรภ์ยังไม่โตมากค่ะ ยาวเพียง 0.05 นิ้วเท่านั้น แต่หัวใจ สมอง ไขสันหลัง กล้ามเนื้อ และกระดูกเริ่มพัฒนาแล้วค่ะ รวมไปถึงรกซึ่งเป็นช่องทางลำเลียงสารอาหาร และถุงน้ำคร่ำซึ่งเป็นแหล่งที่ให้ความอบอุ่นและความปลอดภัยแก่ทารกกำลังถูกสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กันค่ะ


ตั้งครรภ์ 5 สัปดาห์

สร้างรกและอวัยวะ คุณควรกินอาหารที่มีโปรตีนสูง กรดอะมิโนที่มีอยู่ในโปรตีน จะช่วยให้ทารกมีเสบียงมากพอในการสร้างอวัยวะต่างๆ โปรตีนจะมีอยู่ในอาหารจำพวก เนื้อ นม โยเกิร์ต ชีส และพืชตระกูลถั่ว


ได้เวลาฝากท้อง

ประมาณสัปดาห์ที่ 5 เป็นอย่างช้า อาการต่างๆ รวมถึงการขาดประจำเดือนจะทำให้คุณเริ่มจะรู้ตัวแล้วว่ามีชีวิตน้อยๆ กำลังก่อกำเนิดขึ้นภายในร่างกายของคุณ เพื่อสุขภาพครรภ์ที่ดี คุณควรรีบไปฝากครรภ์เสียแต่เนิ่นๆ  แพทย์จะนับอายุครรภ์นับจากวันแรกที่ประจำเดือนขาดหายไป พร้อมกับกำหนดวันคลอดให้กับคุณ


ลูกค่อยๆ เจริญเติบโต

คุณแม่จะรู้สึกได้เลยว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้จากความรู้สึกของคุณแม่เอง ว่ากำลังมีชีวิตเล็กๆ ที่ค่อยๆ โตขึ้นแล้ว สัปดาห์นี้ไปช่วงที่ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วจะอาศัยอาหาร จากการซึมผ่านของเสียผ่านเยื่อบุมดลูก จนกระทั่งรก และหลังจากนี้ไปอีก 2-3 สัปดาห์สายสะดือ จะเริ่มทำหน้าเป็นช่องทางของการลำเรียงอาหาร มาให้ทารกน้อยในครรภ์ของคุณแม่คะ ฉะนั้นจะทานอะไรก็ต้องนึกถึงลูกด้วยนะคะ ที่สำคัญคุณแม่ควรที่จะไปฝากครรภ์ได้แล้ว เพื่อที่คุณหมอจะตรวจดูความเรียบร้อยของการตั้งครรภ์ ว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการคำนวณวันคลอดให้ด้วยคะ


แหล่งที่มา นิตยสาร : Pregnancy Advisor & Diary

ไตรมาสที่ 1 : Week 4 : สัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์

Week 4 : สัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์

แต่ละวันของเจ้าตัวเล็ก::
หลังจากนี้ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 10 จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของเจ้าตัวเล็กจะ ค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็น มือน้อยๆ แขนขาน้อยๆ ของเขาก็ กำลังจะก่อตัวขึ้นมานี่ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากของทั้งคุณแม่อย่างเราและ เจ้าตัวเล็กเลยนะคะ ที่จะต้องช่วยกันดูแลให้อวัยวะต่างๆ ของเจ้าตัวเล็กเพียบ พร้อมและสมบูรณ์ที่สุดให้ได้ค่ะ
เจ้าตัวเล็กของเราตอนนี้ดูๆ แล้วก็เหมือนเมล็ดพืชเล็กๆ ที่เราหว่านเอาไว้นั่นเองค่ะ เขากำลังรอ เวลาแตกกิ่งก้านมาเป็นต้นไม้ใหญ่ในวันข้างหน้า ซึ่งตอนนี้จะมีถุงน้ำคร่ำคอยปกป้องเขาอยู่อย่าง อ่อนโยน ช่วงนี้สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในถุงน้ำคร่ำที่จะทำหน้าที่เลี้ยงดู สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ส่งสาร อาหารสำคัญ และออกซิเจนให้เจ้าตัวเล็กแทนรกที่กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะรับหน้าที่นี้ไปทำ ต่อนั่นเองค่ะ

คุณแม่อย่างเราเปลี่ยนไปอย่างไร:
เราจะเริ่มสังเกตและรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังท้อง แต่ถ้าอยากตรวจเช็กให้ชัวร์ก็คงต้องรอให้ถึง ปลายสัปดาห์นี้เสียก่อน แล้วลองซื้อชุดทดสอบการตั้งท้องมาตรวจเองดูสิค่ะ ถ้าผลออกมา เป็นบวก ก็เตรียมตัวหาสมุดจดการเปลี่ยนแปลงหนึ่งเล่มและเริ่มฝากท้องกับคุณหมอได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอจนถึง 8 สัปดาห์ค่อยไปพบคุณหมอหรอกนะคะ นอกจากว่าถ้าคุณกำลังไม่ สบายต้องกินยาอะไรเป็นพิเศษ หรือมีปัญหาบางอย่างตั้งแต่ก่อนตั้งท้อง ก็อย่าลืมบอกคุณ หมอไปให้หมดด้วยนะคะ เพราะทุกอย่างมีผลต่อการเติบโตของเจ้าตัวเล็กทั้งนั้นเลยค่ะ
คุณหมอจะเริ่มให้คุณแม่ทานวิตามินรวมและโฟลิค แอซิดอย่างน้อย 400 – 600 ไมโครแกรม ต่อวัน เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับหกสัปดาห์ข้างหน้าซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวเล็กของเรามี พัฒนาการที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนี้จะทานอะไรอยากให้ลองเช็กให้ดีก่อนนะคะว่าดีสำหรับทั้ง คุณแม่และคุณลูกหรือเปล่า เพราะไม่ว่าเราจะทานอะไรเข้าไปลูกก็จะได้รับสิ่งนั้นเช่นกันค่ะ


ขอบคุณแหล่งข้อมูล enfababy

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไตรมาสที่ 1 : Week 3 : สัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์

Week 3 : สัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์


ในแต่ละวัน ตัวอ่อนจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก เซลล์เริ่มต้นจะพัฒนาขึ้นเป็นกลุ่มเซลล์ที่ประกอบด้วยเซลล์นับร้อยในเวลา 7 วัน จากนั้นเซลล์บางกลุ่มก็จะพัฒนาเป็นตัวอ่อน บางกลุ่มก็ก่อตัวขึ้นเป็นโครงสร้างสำหรับหล่อเลี้ยงตัวอ่อน ตัวอ่อนซึ่งมีลักษณะกลวงนี้ ยังประกอบไปด้วยกลุ่มเซลล์ที่มีของเหลวหล่อเลี้ยงอยู่ ตัวอ่อนมักจะฝังตัวอยู่บริเวณยอดมดลูก ขั้นตอนเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่าง 4-7 วัน เซลล์จากเยื่อหุ้มรอบตัวอ่อนจะสร้างรกฝังในเยื่อบุมดลูก ซึ่งจะเป็นทางลำเลียงอาหาร และของเสียระหว่างกระแสเลือดและตัวอ่อน เซลล์ของเส้นทางลำเลียงนี้จะพัฒนาขึ้นเป็นรกในเวลาต่อมา ซึ่งทำหน้าที่เป็นทางลำเลียงอาหารให้ทารกและปกป้องทารกตลอดระยะที่อยู่ในครรภ์


ตั้งครรภ์ 3 สัปดาห์

เริ่มการปฏิสนธิ ทันทีที่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะขยายเซลล์ออกไปอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ดังนั้นคุณต้องเอาใจใส่กับคุณภาพทารกในครรภ์ ควรเริ่มจริงจังนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป กินอาหารที่มีกรดโฟลิกสูงจะช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์ของตัวอ่อนมีความแข็งแรงคุณควรได้รับกรดโฟลิก และวิตามินรวมให้ได้วันละ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์


ช่วงฝังตัว

หลังปฏิสนธิ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว จะเดินทางไปฝังตัวในผนังมดลูก ในช่วงระหว่างนี้ อาจทำให้มีเลือดออกมาทางช่องคลอดได้ในปริมาณเล็กน้อย บางทีอาจเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก่อนที่คุณจะรู้ตัวว่ากำลังจะได้เริ่มเป็นแม่คนแล้วซะอีก เพราะฉะนั้นอย่าตกใจไป! อ้อ!! ยังไม่สายถ้าคุณจะเริ่มรับประทานกรดโฟลิกให้ได้วันละ 4,000 มิลลิกรัม แต่ถ้าหากในกรณีที่มีเลือดออกมามากจนผิดปกติ จนทำให้ไม่สบายใจ ก็ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการเบื้องต้นได้คะ


แหล่งที่มา นิตยสาร :  Pregnancy Advisor & Diary

ไตรมาสที่ 1 : Week 2 : สัปดาห์ที่ 2 ของการตั้งครรภ์

Week 2 : สัปดาห์ที่ 2 ของการตั้งครรภ์




เพศของทารกจะถูกกำหนดโดยโครโมโซม 2 ตัว จากจำนวนทั้งหมด 46 โครโมโซม ซึ่งโครโมโซม 2 ตัวนี้ จะมาจากไข่และสเปิร์ม สำหรับไข่ของคุณแม่นั้นจะมีแต่โครโมโซม X เท่านั้น ส่วนสเปิร์มของคุณพ่อจะประกอบไปด้วยทั้งชนิดโครโมโซม X และ Y หากสเปิร์มโครโมโซม X เข้าไปผสมในไข่ เพศของลูกน้อยก็จะเป็นเพศหญิง ถ้าสเปิร์มโครโมโซม Y เข้าไปผสมในไข่ ก็จะได้ลูกน้อยเป็นเพศชาย จากนั้นไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะเคลื่อนตัวไปฝังตัวอยู่ในมดลูก ขณะเคลื่อนไปตามท่อรังไข่ เซลล์จะมีการแบ่งตัวแบบทวีคูณ ออกเป็น 2 เซลล์ 4 เซลล์ จนกระทั่งเป็น 32 เซลล์ ซึ่งก็คือเซลล์เริ่มต้นของอวัยวะทั้ง 32 นั่นเอง


ตั้งครรภ์ 2 สัปดาห์

ทราบกันหรือไม่ว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะเป็นตัวเร่งทำให้ไข่สุก และช่วงเวลาเดียวกันกับที่ไข่สุก ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่าฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งเมื่อถูกปล่อยเข้าไปในกระแสเลือด จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกก่อตัวหนาขึ้น เพื่อคอยเวลาการฝังตัวของตัวอ่อน ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นแหล่งอาหารแรกของทารกในครรภ์ ช่วงนี้อุณหภูมิในร่างกายของคุณจะร้อนขึ้น และคุณอาจจะรู้สึกหนาวสั่นได้ จึงจำเป็นอย่างมากที่ควรจะทำร่างกายให้มีความอบอุ่นอยู่เสมอ


ช่วงตกไข่

ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะเป็นตัวเร่งทำให้ไข่สุก และช่วงเวลาเดียวกับที่ไข่สุก ร่างกายของคุณจะผลิตฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งเมื่อถูกปล่อยเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกก่อตัวหนาขึ้น เพื่อคอยท่ารอเวลาการฝังตัวของตัวอ่อน ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นแหล่งอาหารแรกของลูกน้อยของคุณ ช่วงเวลานี้อุณหภูมิในร่างกายของคุณจะร้อนขึ้น และคุณอาจรู้สึกหนาวสั่นได้ คุณควรดูแลร่างกายให้ได้รับความอบอุ่นอย่างเพียงพอ


แหล่งที่มา นิตยสาร :  Pregnancy Advisor & Diary

ไตรมาสที่ 1 : Week 1 : สัปดาห์ที่ 1 ของการตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์และร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ น่าอัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างแท้จริงค่ะ จากเพียงเซลล์เดียวสู่ 200 ล้านเซลล์เพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในเวลาเพียง 40 สัปดาห์ นับว่า เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก การเฝ้าติดตามดูพัฒนาการของลูกน้อยเป็นส่วนหนึ่ง ที่น่าตื่นเต้นของการตั้งครรภ์และจะทำให้คุณแม่ได้พบสิ่งใหม่ๆ หลายอย่าง



Week 1 : สัปดาห์ที่ 1 ของการตั้งครรภ์

ขนาดของทารกยังเหมือนวุ้นไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว 5-7 วัน จะฝังตัวที่ผนังมดลูก (Uterus) ไข่จะเจริญอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้เราจะเรียกตัวอ่อนว่าเอ็มบริโอ (Embryo) ซึ่งจะมีการสร้าง รก (Placenta) และสายสะดือ (Umbilical Cord) เพื่อเป็นทางนำอาหารจากคุณแม่ที่รับประทานเข้าไป แล้วนำไปให้ทารกในครรภ์ ทารกจะอยู่ในถุงน้ำคร่ำ(Amniotic Sac) ซึ่งช่วยปกป้องและกันแรงกระแทกจากภายนอก รวมถึงกันแรงกระแทกจากตัวทารกเองตัว


ตั้งครรภ์ 1 สัปดาห์

สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรเริ่มไปปรึกษาแพทย์ และมีการเตรียมตัวสำหรับการฝากครรภ์ หันมาใส่ใจกับการรับประทานอาหารให้มากขึ้น โดยเฉพาะอาหารหลัก 5 หมู่ พยายามรับประทานให้ครบ เน้น ผัก ผลไม้สด และนม


เตรียมสุขภาพให้พร้อม

คุณควรงดบุหรี่ และแอลกฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีผู้สูบบุหรี่อยู่ใกล้ๆ การรับประทานยาใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งว่าคุณกำลังอยู่ในช่วงของการเตรียมตัวที่จะมีลูก ที่สำคัญถ้ามีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็น หรือเป็นโรคร้ายแรงอะไร คุณควรปรึกษาแพทย์ถึงความเสี่ยง ที่อาจเกิดกับการตั้งครรภ์ได้ ถ้าจะให้ดีจูงมือกันกับสามีสุดที่รักไปตรวจพร้อมๆ กันเลยจะดีที่สุด นอกจากนี้คุณควรดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรง อย่างน้อย 2 - 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ


หากคุณกำลังเตรียมที่จะมีโซ่ทองคล้องใจระหว่างคุณกับสามีอยู่ละก็ เรื่องที่ควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกก่อนการตั้งครรภ์ ก็คือ เรื่องของการพากันไปพบแพทย์ เพื่อปรึกษาและตรวจสุขภาพ กับฉีดวัคซีนที่ยังขาดอยู่ก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของโรค หรืออาการที่จะเกิดแฝงตามมาได้ขณะที่ตั้งครรภ์ นอกจากเรื่องของการตรวจสุขภาพให้พร้อมสมบูรณ์แล้ว การดูแลเรื่องอาหารการกินก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เช่นกันคะ คุณแม่ควรที่จะสอบถามจากแพทย์ที่ดูแลคุณแม่อยู่ว่า ก่อนตั้งครรภ์รวมถึงตั้งครรภ์แล้ว จะต้องทานอาหารให้เป็นไปในลักษณะใด ถึงจะดีกับร่างกายที่สุด คำแนะนำจากแพทย์ถือเป็นข้อมูลที่จำเป็นและดีต่อตัวคุณแม่และรวมถึงทารกในครรภ์ เนื่องจากการทานอาหารของคุณแม่ จะสัมพันธ์กันกับทารกอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งคลอดออกมา ฉะนั้น เรื่องของการเตรียมสุขภาพ ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมากๆ คะ


แหล่งที่มา นิตยสาร :  Pregnancy Advisor & Diary 

เสริมสร้างแคลเซียม พัฒนาการกระดูกลูกในครรภ์

เสริมสร้างแคลเซียม พัฒนาการกระดูกลูกในครรภ์
      กระดูก เป็นเสมือนโครงสร้างหลักของร่างกายที่ให้อวัยวะต่างๆ ได้ยึดเกาะ กระดูกของลูกน้อยจะแข็งแรงสมบูรณ์ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณแคลเซียมที่ลูกได้รับจากคุณแม่ด้วย คุณแม่จึงควรดูแลตนเองให้ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยในการเสริมสร้างกระดูกลูกน้อยไปพร้อมกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ในแต่ละไตรมาสด้วย
     • ไตรมาสที่ 1 - กระดูกสันหลังของลูกเริ่มพัฒนาจากกลุ่มเซลล์ของตัวอ่อนที่อยู่บริเวณชั้นกลาง ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นโครงกระดูก กล้ามเนื้อทั่วไป กล้ามเนื้อหัวใจ อัณฑะหรือรังไข่ ไต ม้าม เม็ดเลือดแดง และเซลล์ผิวหนังชั้นในสุดในราวสัปดาห์ที่ 6 โดยกระดูกสันหลังของลูกน้อยจะเริ่มพัฒนาก่อนกระดูกส่วนอื่น ซึ่งช่วงแรกจะมีลักษณะเป็นแนวคล้ายร่องหยักตลอดทั้งหลัง ช่วงนี้ลำตัวของลูกจะคดงอเหมือนกุ้ง เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 10 โครงหน้าของลูกเริ่มพัฒนาขึ้น เพราะกระดูกโครงหน้าแต่ละส่วนมีการพัฒนาเชื่อมต่อกัน จนเกิดเป็นโครงสร้างเพื่อให้กล้ามเนื้อยึดเกาะ รวมทั้งโครงสร้างกระดูกของอวัยวะอย่าง แขน ขา ก็เริ่มพัฒนามากขึ้น
     • ไตรมาสที่ 2 - ลำตัวของลูกน้อยเริ่มเหยียดตรงแล้ว มีการพัฒนากระดูกและซี่โครงรอบลำตัว เริ่มมีเล็บมือและเล็บเท้าในราวสัปดาห์ที่ 14-18 กระดูกอ่อนในร่างกายบางส่วนเริ่มมีแคลเซียมสะสมจนกลายเป็นกระดูกแข็งแล้ว ส่วนเหง้าของฟันแท้ทั้ง 32 ซี่กำลังซ่อนตัวอยู่ในปุ่มเหงือก และเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 22 โครงสร้างกระดูกในร่างกายของลูกน้อยพัฒนาจนลูกมีลักษณะร่างกายภายนอกเหมือนทารกแรกคลอดแล้ว ฟันน้ำนมก็เริ่มเกิดขึ้นในเหงือก และเล็บมือก็งอกออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว
     • ไตรมาสที่ 3 - ประมาณสัปดาห์ที่ 26-30 กระดูกนิ้วมือและนิ้วเท้าของลูกพัฒนาเต็มที่ และ หากลูกน้อยได้รับแคลเซียมจากคุณแม่อย่างเพียงพอ กระดูกทุกส่วนในร่างกายก็จะพัฒนาสมบูรณ์แข็งแรงในไตรมาสนี้
     ดังนั้น หากอยากให้ลูกน้อยมีพัฒนาการกระดูกที่แข็งแรง มีพัฒนาการที่สมบูรณ์ คุณแม่ควรได้รับอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะลูกจะดึงแคลเซียมในร่างกายของคุณแม่ไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต อาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต เต้าหู้ ถั่วเหลือง ธัญพืชต่างๆ ไข่แดง ปลาเล็กปลาน้อย ผักโขม บร็อกโคลี หัวปลี ฟักทอง และตำลึง เป็นต้น 




ขอบคุณที่มา :  www.enfababy.com

แม่ท้องต้องเลี่ยง “เค็ม”


แม่ท้องต้องเลี่ยง “เค็ม”

      คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ชอบรับประทานอาหารรสเค็ม เช่น อาหารหมักดอง อาหารตากแห้ง คงต้องต้องเพลาๆ ลงบ้างแล้ว เพื่อลูกน้อยและตัวคุณเอง เพราะอาหารรสเค็มจะมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญ หากกินมากจะทำให้ร่างกายมีปริมาณโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ ทำให้กระหายน้ำ ร้อนใน เกิดภาวะตัวบวม เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และไตที่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับเกลือส่วนเกินทิ้งไป และอาจมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดครรภ์เป็นพิษ
     แม่ตั้งครรภ์ควรกินอาหารที่มีความเค็มปานกลาง ไม่ควรปรุงรสเพิ่ม ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณโซเดียม ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้คุณแม่ควร...
     • บริโภคอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมไม่เกินวันละ 2,400 มิลลิกรัม เท่ากับเกลือแกง 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา
     • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารที่มีรสเค็มจัด อาหารหมักดอง เช่น ปลาเค็ม ปลาร้า กะปิ ไตปลา ไข่เค็ม เนื้อตากเค็ม ผลไม้ดอง ไส้กรอก เบคอน ส่วนอาหารขบเคี้ยว เช่น ขนมถุง มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ปลาเส้น กินได้บ้างเป็นครั้งคราว และควรซื้อขนาดเล็กที่สุด หรือเปลี่ยนเป็นผลไม้แทน
     • กินอาหารสดที่ไม่ผ่านการแปรรูป
     • อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ และเลือกชนิดที่มีโซเดียมน้อยที่สุด ซอสปรุงรสที่ไม่มีรสเค็มนำ เช่น ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำจิ้มหวาน ซอสต่างๆ เหล่านี้ มีเกลือเป้รส่วนอยู่ด้วย จึงควรอ่านฉลากโภชนาการและเลือกชนิดที่มีโซเดียมน้อยที่สุด
     ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพของตัวคุณแม่และลูกน้อย…หากไม่อยากเสี่ยง ก็เลี่ยงนะคะ 





ขอบคุณที่มา :  www.enfababy.com